การสักลงบนผิวหนังของมนุษย์นั้น เกิดขึ้นมาบนโลกมากกว่า 4,000 ปี แล้ว โดยเริ่มมีมาตั้งแต่ยุคสมัยของชาวอียิปต์ ซึ่งมีหลักฐานการพบเจอในซากมัมมี่ ลำหรับในประเทศญี่ปุ่นความเป็นมาของรอยสักก็มีประวัติความน่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งรอยสักของญี่ปุ่นนั้นมีความสวยงาม รวมทั้งมีความเป็นเอกลักษณ์อันดับต้นๆของโลกเลยทีเดียว ในวันนี้เราจึงจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับนักสักลายชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นกัน

Sandaime Horiyoshi

Sandaime Horiyoshi หรือ Horiyoshi รุ่นที่ 3 เขามีชื่อจริงว่า Yoshihito Nakano เกิดวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 1946 เป็นช่างสักผู้มีความเชี่ยวชาญในการสักสไตล์ญี่ปุ่นแบบเต็มร่างกายที่เรียกว่า “ชุด” หรือ Irezumi

เขาได้รับแรงบันดาลใจในการมาเป็นช่างสัก ตอนสมัยเขายังเป็นเด็กอายุประมาณ 11 – 12 ปี เขาได้บังเอิญไปเห็นยากูซ่า ที่มีรอยสักตามร่างกายเต็มตัว ในห้องน้ำสาธารณะ จากความประทับใจเพียงแรกเห็นมันจึงได้ชักนำให้เขา ไปเยี่ยมชมช่างสักในตำนานผู้มีนามว่า Yoshitsugu Muramatsu หรือชื่อในวงการคือ Shodai Horiyoshi แห่ง Yokohama Nakano ได้รับการสักลายบนตัวเขาเองจาก Horiyoshi รุ่นที่ 2 จนกระทั่งนำไปสู่การเป็น Nakano Horiyoshi เขาเริ่มฝึกงานตอนอายุ 25 ปี โดยคำว่า Hori หมายถึงการ ‘สลัก’ Muramatsu ผู้เป็นอาจารย์มอบชื่อนี้ให้ Nakano ในปี พ. ศ. 1971

ณ Horiyoshi’s studio เมือง Yokohama ประเทศญี่ปุ่น รอยสักจะถูกร่างออกแบบด้วยมือ ก่อนที่จะสักจริงจากการใช้เครื่องสัก การแรเงาและอัดสีลงบนผิวหนัง เกิดจากการใช้เทคนิค Tebori แบบดั้งเดิมหรือเทคนิคการสักด้วยมือของญี่ปุ่น รูปแบบงานของเขาเป็นเรื่องราวแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น เช่น ดอกโบตั๋น , ปลาคาร์ฟ , มังกร, นางฟ้า เป็นต้น Horiyoshi รู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบในการรักษาตัวละครคลาสสิกเหล่านี้ให้มีชีวิตอยู่สืบต่อไป

นอกจากนี้เขายังเป็นเพื่อนสนิทกับนาย Don ed hardy ช่างสักชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง ในรูปแบบงานที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของใครหลายๆคน

อีกทั้ง Horiyoshi รุ่นที่ 3 ยังเป็นคนใจบุญ ตอบแทนสังคมเสมอๆ เขาจัดงานนิทรรศการขึ้นเป็นจำนวนมาก ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เขาได้บริจาคงานศิลปะอันทรงคุณค่าของเขาบางส่วนให้แก่วัดพุทธเซนทั่วประเทศญี่ปุ่น และได้บริจาคเงินเพื่อช่วยวัด Gyokuryuji ในจังหวัด Gifu ซึ่งถูกไฟไหม้ การกุศลเป็นส่วนหนึ่งของ Horiyoshi รุ่นที่ 3 เสมอๆ ครั้งหนึ่งหลังจากเกิดเหตุภัยพิบัติ Tohoku ปี ค.ศ.2011 เขาได้ขายงานศิลป์ของตัวเองเป็นจำนวนมาก เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือเด็กที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิและการแพร่กระจายของรังสีในพื้นที่ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น