แม้การสักลายจะส่วนหนึ่งจะถูกมองว่าเป็นงานศิลปะบนเรือนร่างที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน อีกทั้งยังเป็นความสวยงามที่คนโดนสักเองเต็มใจที่จะทำมันอีกด้วย ทว่าในสังคมไทยสิ่งหนึ่งต้องยอมรับก็คือการสักลายสำหรับหลายๆ คนยังถูกมองว่านี่คือสิ่งที่ไม่ค่อยชื่นชอบกันสักเท่าไหร่นัก ซึ่งการสักลายยังส่งผลในเรื่องของการทำงานในประเทศไทยอีกด้วย ดังจะเห็นว่าอาชีพหลายๆ อาชีพจะห้ามผู้ที่มีรอยสักทำโดยเด็ดขาด แม้จะมีการบอกว่ามันก็แค่ความชื่นชอบแต่ในทางปฏิบัติเองก็ยังคงถูกมองว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่เหมาะสมต่ออาชีพนั้นๆ สักเท่าไหร่ ซึ่งข้อเสียของการสักลายต่อการทำงานในประเทศไทยก็ถูกมองไว้หลายรูปแบบ ดังนี้

ข้อเสียของการสักลายต่อการทำงานในประเทศไทย

  1. ถูกมองขาดความน่าเชื่อถือในการทำงาน – งานหลายๆ อาชีพที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือในการทำงานสูงหากเห็นว่าคนที่มีรอยสักมาทำงานในด้านนี้อาจทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในการประกอบอาชีพนั้นๆ ส่งผลให้การทำงานก็จะมีปัญหาตามไปด้วย ซึ่งถือเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของคนที่มีรอยสักต่อการประกอบอาชีพ
  2. ภาพลักษณ์องค์กรดูไม่ดี – หลายๆ องค์กรที่เน้นเรื่องของการขายภาพลักษณ์เป็นหลักจะมองว่าใครก็ตามที่มีรอยสักจะทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียชื่อเสียง คนอื่นที่มองเข้ามาจะรู้สึกว่าองค์กรนี้ยังไม่มีความเป็นมืออาชีพมากพอเพราะคนที่ทำงานด้วยมีรอยสัก จึงทำให้บางธุรกิจปฏิเสธที่จะรับคนมีรอยสักเข้าทำงานอย่างสิ้นเขิง
  3. ไม่สามารถทำงานราชการได้ – ตรงจุดนี้ค่อนข้างเป็นเรื่องที่แน่นอนว่าระบบราชการไทยยังไม่สามารถรับคนที่มีรอยสักเข้าทำงานได้ เนื่องจากว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ในบางอาชีพ เช่น ครู ตำรวจ เป็นต้น ส่งผลให้คนมีรอยสักเกือบ 100% ไม่สามารถทำงานราชการได้ในประเทศไทย
  4. ถูกมองว่าเป็นคนที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสม – คนจำนวนมากมักจะมองคนที่มีรอยสักว่าเป็นคนแข็งกระด้าง ชอบทำตัวนอกกรอบ ทำตัวไม่เหมาะสม ซึ่งมันส่งผลต่อหน้าที่การงานในบางตำแหน่ง เพราะคนมีรอยสักจำนวนไม่น้อยที่จะถูกมองแล้วว่าประพฤติตัวไม่ดีทั้งๆ ที่จริงแล้วมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย

ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังคงมองเรื่องของรอยสักเป็นเรื่องทัศนคติภายนอกเป็นจำนวนมาก คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เห็นคนมีรอยสักจะต้องมองในแง่ลบไว้ก่อนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ดูจากความสามารถจริงๆ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก